วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลง

โผล่ออกจากหมวกนักมายากล
ไฮยีน่าหลงฝูง
เสรีภาพฉับพลันชวนตระหนก
ย่องผ่านมายังเมืองใหญ่
ฉีกคว้านเครื่องใน
ทุ่งหญ้าสะวันนาเพรียกขาน
ไร้การสดับ
ปรารถนาเพียงจงรัก
อื้ออึงทวนกระแสลมเถื่อน

สลายตัวตนหลีกหนีความโดดเดี่ยว
ไล่ล่าสิ่งมีชีวิตนอกสังกัด
รอคอยวันกลับคืนฝูง
ที่ไม่มีอยู่จริง

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มีกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
ให้เธอวาดรูปมนุษย์ล่องหน
หัวใจเธอบรรจุความชิงชังไว้เต็มเปี่ยม
ไม่อาจรับรู้ด้วยคมมีดของศัลยแพทย์

นักโทษการเมืองรายล่าสุดเพิ่งสิ้นลม
กระดาษยังคงว่างเปล่า

เด็กน้อยหยิบกระดาษและดินสอขึ้นมา
วาดซี่กรงที่แหว่งเว้าตามรอยจับของนิ้วมนุษย์

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เฌอ

ผมรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่
เขียนบทกวีและอ่านมันผ่านริมฝีปากของผม
ภาพเคลื่อนผ่านสายตาคุณไปอย่างกระท่อนกระแท่น
ราวทุกอย่างถูกแช่แข็ง
คุณรู้สึกตัวเบาเท่าช็อคโกแล็ตแท่งหนึ่ง
ผู้คนใบหน้าเกรียมกร้านถมึงทึง
วนเวียนผ่านสายตาไม่จบสิ้น
วัตถุความเร็วสูงกรีดร้องแหวกอากาศไปมา
ช็อคโกแลตแท่งแล้วแท่งเล่าลอยผ่านคุณไป
แล้วคุณก็รู้สึกเจ็บเหนือท้ายทอย
ความทรงจำเก่าที่เหลืออยู่น้อยนิดกำลังระเหิดหายลงไปอีก
คุณจึงรีบตะครุบไว้และพูดมันออกมา
ฝูงช็อคโกแล็ตเดินสวนทางลงมาจากสวรรค์
ขณะผู้ยังมีลมหายใจถูกกวาดต้อนเข้าไป
ในภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากวันที่คุณจากมา
ผู้คนยังถากถางการหยุดหายใจของคนต่างฝูง
และนิทานปรัมปราเกี่ยวกับคนโง่ฝูงหนึ่ง
ที่ถูกปีศาจหลอกใช้ให้เผาเมืองและฆ่ากันเอง
คุณกำลังลืมพวกเขาอย่างช้าช้า

ภาพเหนือจริงผุดฉายวนซ้ำทำลายความทรงจำเก่าของคุณ
หรือเป็นคุณเองที่เหนือจริงในความทรงจำของพวกเขา
คุณจึงต้องล้มและคลานซ้ำซ้ำอยู่ตรงนี้
เพื่อให้ความปรารถนาของคุณดำรงอยู่
และเพื่อให้พวกเขาจดจำตัวเองได้

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กระดานหก

แม้ไม่อาจเรียกว่าชัยชนะ
แต่เราได้เห็นการสั่นเทิ้มของพวกเขา
เหล่านักเล่นกระดานหกผู้ถ่วงน้ำหนักเพียงข้างเดียว
ทำได้เพียงส่งเสียงเอียดอาดเป็นระลอก
เพื่อคงสถานะที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ
วิญญาณหนึ่งดวงหนักเท่าใด
คูณด้วยจำนวนเก้าสิบสี่
และลมหายใจหนักอึ้งของคนที่เหลือ
ก่อความตระหนกเกาะกุมหัวใจคนโกง
เราลิงโลดกับความยุติธรรมจอมปลอม
และรู้ว่ากระดานหกยังเอียงกระเท่ไปทางนั้น
พวกเขาต่างหากที่ประเมินน้ำหนักเราต่ำไป

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เหยียดกิ่งก้านแดงฉานขึ้นเสียดฟ้า

จะดีร้าย ผมก็ไม่ทันรถไฟเที่ยวนั้นเสียแล้ว
รถไฟบุโรทั่ง... ที่จะวนกลับมายังจุดเริ่มต้นอยู่ดี
ผมจะยืนรอพี่อยู่ที่นี่

รากหางนกยูงที่ชอนไชหัวใจผมอยู่ตอนนี้
พี่หว่านเพาะมันด้วยอะไร
ผมโตมาด้วยอภิมหาเรื่องเล่า
สัญญาณโทรเลขของพี่ข้ามกาลเวลามากระท่อนกระแท่น
พี่ต้องกลายเป็นคนพาลในคราบทหารหนุ่ม
ทายาทของพี่กับสมุดปกเหลือง
ไหนเลยจะสั่นคลอนนิยายบนหิ้งบูชา
ไม่ว่าเหรียญตราของผู้แพ้ หรือแอกของผู้ชนะในเวลาถัดมา
ประตูคุกก็ยังปิดตายมาถึงตอนนี้มิใช่หรือ

เขาพระสุเมรุกดทับผืนดินที่พี่หว่านไถ
พวกเขาปิดผ้ายันต์สะกดแท่งคอนกรีตกลางราชดำเนิน
การส่งไม้ต่อพลันผิดมือนับแต่สองสี่เก้าศูนย์
หมุดที่ทายาทของพี่ฝังไว้เมื่อย่ำรุ่ง คล้ายจะคลอนโยก...
แล้วพี่ก็ไม่ใช่ผู้แพ้เพียงลำพังอีกต่อไป....

หนึ่งร้อยปีแล้ว รถไฟไม่ได้ไปไกลกว่าที่พี่จากมา
นี่คือชะตากรรมที่พี่ไม่เคยรู้
นับแต่การรอมชอมครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากนั้น...
พี่ถูกจองจำ และบ้างก็ตายในคุก
พินัยกรรมมิอาจใช้แทนตั๋วเที่ยวต่อไป...
ผมจะอ่านมันให้พี่ฟังอีกครั้ง

"เพื่อนเอ๋ย กันต้องลาเพื่อนไปเดี๋ยวนี้
ขอฝากลูกของกันไว้ด้วย กันขอฝากไชโย
ถ้าพวกเรายังมีชีวิตได้เห็น”

ร้อยปีแล้วนะครับพี่... ร้อยปีแล้ว
หากพี่ยังอยู่บนรถไฟขบวนนั้นด้วย
ช่วยบอกให้เด็กๆ กระโดดลงมาเถิดครับ
รถไฟบุโรทั่ง... ที่จะวนกลับมายังจุดเริ่มต้นอยู่ดี
สารถีคือคนของฝ่ายที่พี่เป็นปฏิปักษ์เสียแล้วครับ

สมรภูมิความทรงจำยังเกลื่อนศพ
ความพ่ายแพ้ถีบประตูสู่อรุณรุ่ง
เพื่อจะตะโกนไชโยอย่างขมปากอยู่ซ้ำแล้ว

รถไฟกำลังมาแล้วครับ
ผมจะรอรับร่างของพี่อยู่ที่นี่
ฝังพี่ไว้ที่โคนต้นหางนกยูง
ให้รากของมันได้ดื่มกินความฝันของพี่
เหยียดกิ่งก้านแดงฉานขึ้นเสียดฟ้า....
ลูกหลานของพี่พร้อมแล้วครับ
พินัยกรรมของพี่มิอาจใช้แทนตั๋วรถไฟ
เราจะเคลื่อนพลเดินเท้าไปพร้อมกัน

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ช่างดีอะไรอย่างนี้



ในที่สุดก็ได้ประกันตัว

หลักทรัพย์คือลมหายใจราคาถูก

ความเมตตายังมีอยู่จริง


คำพิพากษาสุดท้ายจะมาถึงในไม่ช้า

ไม่มีอะไรหนักอึ้งไปกว่าีนี้

ก็แค่เรียกวิญญาณกลับมาจองจำ

จนกว่าจะสิ้นโทษ



ช่างดีอะไรอย่างนี้

คนรักได้กลับมาพบกัน


เกรงอะไรกับเวลาที่เหลือ

พวกเขาได้ความทุกข์เศร้าของเราไป

เราได้ความเป็นมนุษย์กลับคืนมา

ลมหายใจส่งต่อแล้วในผู้คน



โทษทัณฑ์ที่เหลือ

ดวงวิญญาณที่เขาจะได้จองจำ

เป็นวิญญาณด้านชาของพวกเขาเองทั้งนั้น

ผู้ไม่ปรารถนาจะเป็นมนุษย์

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความตายของนกฟีนิกซ์ (ภาครำลึกจิตร ภูมิศักดิ์)



คุณไม่เคยหายไปไหน แม้หลังเสียงปืนลั่น
ใบหน้าของคุณซ่อนอยู่ภายใต้รูปค้อนเคียวบนธงแดง
โลกที่ไม่มีคุณก็เหมือนจานข้าวที่บิ่นร้าว
คุณจึงต้องฟื้นคืนชีพขึ้นมาเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน
ขณะที่พวกเขา โบกสะบัดธงแดงผืนนั้น

มาบัดนี้ พวกเขาอีกรุ่นหนึ่งเดินขบวนสวนทางกันมา
ตะโกนเรียกร้องด้วยถ้อยคำเดียวกันแต่ไม่ได้ยินกัน
ถนนที่มีจุดเริ่มเดียวกันทอดยาวไปที่ไหนสักแห่งไกลๆ

เพื่อจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
คุณจำต้องปล่อยให้พวกเขาเปลื้องผ้าคุณ
กระชากธงแดงที่ปกคลุมใบหน้าของคุณไปซ่อนเสีย
ให้คุณกลายเป็นนักนิรุกติศาสตร์
เป็นนักแต่งเพลง
เป็นนักสู้ชีวิตที่ไม่มีวันจะแว้งกัดพวกเขา
เพื่อที่บทเพลงที่เล่าเรื่องค้อนเคียวและดวงดาวบนธงแดงของคุณ
ควรค่าขับขาน บนเวทีที่ปกป้องคนที่คุณต้องการจะเผยโฉมหน้า

(และเพื่อที่พวกเขาจะหลั่งน้ำตา
ขณะตะโกนบทกวีของคุณ
โดยไม่ตะขิดตะขวงว่าตัวเองคือลมใต้ปีกของใครบางกลุ่ม
ที่อยู่อยู่ชั้นบนสุด
ของห่วงโซ่แห่งการขูดรีด)


เปลวเพลิงด้านนอกดับไปแล้ว
แต่เปลวเพลิงแห่งการกดขี่ข่มเหงยังคุโชนดังเก่า
คุณเผาไหม้ตัวเองเ พื่อเกิดใหม่หลายครั้งเกินไป
คุณควรหลับตาลงสักครู่
และอุดหูไว้ชั่วขณะ
หรือให้การเกิดใหม่ครั้งนี้ของคุณ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย
คุณจะได้ไม่ต้องได้ยินบทเพลงสรรเสริญชาวนาผู้ขมขื่นจนเขียวคาว
พรั่งพรูออกจากปากของศัตรูที่คุณเกลียดชัง

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะ
ที่จะบอกพวกเขาเองว่า
เราใช้วีรบุรุษร่วมกันนานเกินไปแล้ว

ในโครงครอบไม่มีหมายเลข



เพราะเชื่อว่าจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด
เขาจึงทิ่มเหล็กปลายแหลมเข้าไปในดวงตาทั้งสอง
เรือกสวนนาไร่ค่อยส่งเสียงเป็นรูปร่าง
ถนนสายน้ำนมพาดเลื้อยระหว่างเมือง
แกรกกราก แกรกกราก

ความหิวโหยเหลือค่าเพียงผีพุ่งไต้
บทสนทนาของอะมีบาครื้นเครงในความมืด
กระทั่งความยากไร้ยังมีปากไว้เพื่อพูด
คนงานรวมตัวเป็นสหภาพระหว่างเอกภพ
แสงแดดกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย
ในความมืด หูของเราใหญ่ขึ้น
โครมคราม โครมคราม

ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น
บทกวีที่เขียนไม่เสร็จลุกไหม้กลางดอกไม้ฝุ่น
สุดขอบจักรวาลมีอยู่จริง
นั่นไง โครม เข้าให้
จดหมายถึงลูกชาย
ลูกชายถึงผู้พิพากษา
นาฬิกาเดินถอยหลัง
คำโกหกแสนหวาน
และประตูคุกที่ยังปิดตาย

วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ในถ้ำ



มองอนาคตกลับเห็นเพียงรูปเงาอดีต
ปกรณัมเก่าแก่ไม่เคยหมดอายุ
ผุดฉายวนซ้ำบนผนังถ้ำ

เสรีภาพรัดตรึงคุณในรูปโซ่ตรวน
คุณจ่ายมันเพื่อต่อลมหายใจของคนข้างนอก
ด้วยหวังพวกเขาจะไต่ตามเส้นด้ายมาพบเจอ
สิ่งอัปลักษณ์ซ่อนเร้นในเขาวงกต
อันเกิดจากการตระบัดสัตย์ของบิดา
มิโนทอร์ตนแล้วตนเล่ายังอยู่ที่นั่น

คำสาปคล้ายเหล้าองุ่นกระฉอกราดนองแผ่นดิน
เส้นด้ายหาได้มีไว้เพื่อให้คุณเดินกลับออกไป
มีแต่การไม่จงรักต่อบิดาอุปโลกน์เท่านั้น
ที่จะยุติการสังเวยบูชายัญ
มีแต่การสบตากับปีศาจครึ่งวัวครึ่งคนเท่านั้น
ที่จะทำให้สามัญชนยืนหยัดอย่างผ่าเผย
เมื่อสิ่งอัปลักษณ์เผยตัวมันจะค่อยปลาสนาการ
คุณจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเธซิอุสอีกต่อไป

แต่ก็นั่นละ ราคาของเสรีภาพแพงเหลือเกิน
เมื่อโมงยามของคุณกลายเป็นเครื่องบัตรพลี

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้างล่างนั่น!

ความทุกข์เศร้าของประเทศเหมือนหญิงหม้ายชรา
ข้าสนทนากับนางอย่างจำนนคำพูด
สดับเพียงเสียงฝูงมดยัดทะนานในห้องไร้หน้าต่าง
อึงคะนึงและสอดบรรสาน
ด้วยเสียงหวีดร้องอันเงียบเชียบของมักกะลีผล
บนต้นมะขาม

เสรีภาพยังคงเป็นภาระที่หนักอึ้ง
ประวัติศาสตร์แขวนลอยบนผิวน้ำ
ความทุกข์เศร้าเท่านั้นหรอกที่ตกตะกอนอยูเบื้องล่าง
ปีแล้วปีเล่า เท่าๆ อายุของแผ่นดิน

กลางสมรภูมิ นางยังคงนิ่งเงียบราวหอยทาก
ขณะที่การลุกไหม้ใต้พื้นผิวเริ่มคุโชน

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

นักขโมยเวลา



หนึ่งวันมียี่สิบเอ็ดชั่วโมง เขาพูด
ข้าพเจ้าบอกว่าเขาควรออกตามหาเวลาที่หายไป
เขาตอบมาเพียงว่า ไม่มีเวลา

หนึ่งวันของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เขาว่า
บางคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ไม่ใช่เขาไม่ดีพอที่จะสำเร็จ
แต่เพราะเขากลัวความล้มเหลวน้อยไปต่างหาก

ทำไมถึงไม่กลัวความล้มเหลว ข้าพเจ้าถาม
เขาตอบ คนพวกนี้ไม่มีเวลา ไม่มีอดีต
ไม่มีอนาคต ไม่มีแม้แต่ปัจจุบัน
และที่สุดแล้ว ไม่มีตัวตน
คนไม่มีตัวตนย่อมไม่มีความหวาดกลัว

ข้าพเจ้าขอบใจเขาที่พูดอะไรแปลกๆ ให้ฟัง
หยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งยื่นให้
เขาคนต่อๆ มายืนรอคิวรับมอบสิ่งเดียวกัน
ทุกคนทำงานวันละแปดชั่วโมง
ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ
เขาน่าจะขอบคุณข้าพเจ้าในฐานะนายจ้างบ้าง

พวกเขาร่ำลาและแยกย้ายกลับที่พัก
ข้าพเจ้าหมุนเข็มนาฬิกาพวกเขาใส่ตู้เซฟ
ใช่ ทุกคนทำงานวันละแปดชั่วโมง
ธนบัตรของพวกเขามีเวลาที่ข้าพเจ้าคืนให้ประทับอยู่
บางคนได้ห้าชั่วโมง บางคนหกชั่วโมง
ข้าพเจ้าเก็บส่วนต่างเอาไว้อย่างถูกกฎหมาย
ยิ้มคำนึงถึงชั่วโมงพักผ่อนหลังแก้วไวน์
แต่นั่นยังไม่พอ เส้นร่างแผนการอนาคตเริ่มปรากฏ

ข้าพเจ้ารู้สึกหวาดระแวงความอมตะ
ขณะลูบคลำตู้เซฟบรรจุเวลาอันเป่งบวม

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เฮลิคอปเตอร์ไม่เคยตก

เฮลิคอปเตอร์ไม่เคยตก
มันจะกลับมาบินว่อนในหนังสงครามเรื่องใหม่
ความตายอันหฤหรรษ์!

เพื่อนของฉันเพิ่งกลับจากช้อปปิ้ง
ซื้อธงชาติมาปักบนหน้าเฟสบุ๊ค
ความทรงจำสาดแสงสะท้อนจากหน้าจอ
หักเหเปลี่ยนรูปเป็นความโศกเศร้าไม่มีชื่อ
ห่มคลุมเกียรติภูมิของคนตายที่เธอไม่รู้จัก
และเบียดขับความตายชนิดอื่นตกขอบจอ

เฮลิคอปเตอร์ไม่เคยตก
ยังกระพือความเศร้ากระจายฟุ้งออกมาจากหนังเรื่องเก่า
เพื่อให้เธอมีโอกาสไว้อาลัยในชีวิตจริงที่แสนจืดชืด
นอกเหนือจากการรอคอยวันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์อีกหน

ในทีวี ภาพข่าวเริ่มฉายซ้ำขยายท่วมผนังห้อง
เปลวเพลิง ซากต้นไม้ระเกะระกะ และเศษเหล็ก
วีรบุรุษถือกำเนิดเพียงชั่วออกัสซั่ม
เธอหลับคาก้านธงเหน็บหว่างขา
ละเมอเบาๆ ว่า สมจริงเหลือเกิน ขออีกสักลำเถอะ
ความเศร้าอันหฤหรรษ์!

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รถไฟฟ้าไม่เคยโผล่จากจานพลาสติก



รถไฟฟ้าไม่เคยโผล่จากจานพลาสติกหรอกแม่
บนสำรับของเรามีแต่เขื่อนและเตาเผาขยะ
นี่คือเหตุผลที่ฉันทิ้งพ่อและแม่มาอยู่ที่นี่
ใยแก้วนำแสงเขย่าแผ่นดินไหวจากฟากโลก
ปลุกความเห็นใจที่คลุมโปงช่วงเดือนพฤษภา
บนทางเดินลอยฟ้าที่ไม่มีดอกบัวผุดมารองรับ
แต่มันคงอุ่นไม่น้อยกว่าขนมปังมื้อเช้าบนจานเมลามีน

รถไฟฟ้าไม่เคยโผล่จากจานพลาสติกหรอกแม่
มีแต่เพื่อนบ้านที่ต่อสู้เพื่อถนนคอนกรีตสักสาย
และพ่อ-- พนักงานการไฟฟ้าฯ เกษียณอายุ
กับเครื่องปั่นไฟคูโบต้าตะกละน้ำมัน

เรากำลังกลายเป็นคนแปลกหน้าของเพื่อนบ้านใช่ไหมแม่
เมื่อพวกเขาพูดถึงการประทับใบหน้าตัวเองบนใบไม้
และพยายามทำให้มันงอกเงยขึ้นมาในกระเป๋าสตางค์
ในเมือง--ฉันเคยชินกับคลื่นเสียงยุ่งเหยิงบนหัว
เป็นเสียงภาวนาขอพรจากฤทธิ์ยากล่อมประสาท
เสียงที่ยินอยู่ไกลๆ เป็นเสียงของแม่และพ่อด้วยใช่ไหม

รถไฟฟ้าไม่เคยโผล่จากจานพลาสติกหรอกแม่
แต่มันกำเนิดจากครรภ์พร้อมพวกคนรอบข้างฉัน--ที่นี่
คล้ายนิทานเด็กจากกระบอกไม้ไผ่ที่แม่เล่าให้ฟัง
ที่โน่น--จานข้าวของเพื่อนบ้านเราไม่เคยว่างเปล่า
ฉันเพิ่งไปที่นั่นมา ช่วยพวกเขาปลูกข้าวบนอนุสาวรีย์

เรากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันหรือยังแม่
แม่ภูมิใจที่ฉันเขียนบทกวี นี่คือบทกวีสำหรับแม่
ฉันจะวางมันข้างสำรับข้าวแม่และพ่อ
แทนบทสนทนาครั้งแรกระหว่างเราหลังการสังหารหมู่

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ที่เกิดเหตุ

ฆาตกรมักย้อนกลับไปที่เกิดเหตุ
แกได้ยินมาอย่างนั้น
เบียดแทรกไทยมุงเสื้อสีฟ้า
ตำรวจหลายร้อยนายอารักขา
สมองของแกเตรียมบันทึก
แปลงสิ่งตกกระทบเป็นถ้อยคำสมัย
ผู้ต้องสงสัยอยู่บนเวทีนั่น
ข้อเท็จจริงอีกชนิดกระจายฟุ้งใต้โครงครอบ
ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อเท็จจริงของแกง่อยเปลี้ย
เสียงปลุกเร้า เสียงโห่ร้อง
ความทุกข์เศร้าที่ทำให้ความทุกข์เศร้าของแก
กลายเป็นเรื่องเล่าของเด็กเจ้าคิดเจ้าแค้น
ควบแน่นในอากาศกลั่นเป็นของเหลว
จากตาของชายผู้ต้องสงสัย
เพื่อให้แนบเนียน
แกปรบมือไปพร้อมกับไทยมุง
หางตาแกกะตุก
แกเลิกจับจ้องไปที่ชายผู้ต้องสงสัยผู้นั้นชั่วคราว
รังสีอำมหิตอวลตลบบริเวณที่แกยืนอยู่
ใบหน้าของแกสะท้อนสีเสื้อของไทยมุง
จนเหมือนหน้าของแกไม่มีสีเลือด
ขนลุกซู่เมื่อคิดว่าฆาตกรแฝงอยู่รอบตัวแก

สยามประเทศบนดาดฟ้าชั้นเก้า

โปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังอีกสักครั้ง
ถึงเรื่องราวทุกข์เศร้าที่ท่านสาธยาย
เล่าว่าเปลวเพลิงที่โถมท่วมมหานครแห่งนี้
เป็นพวกเขาทั้งสิ้นที่อุกอาจ
เล่าว่าขบวนแห่แห่งมหรสพของมวลหมู่ท่าน
ไม่ได้ย่ำไปบนรอยคราบเลือดของพวกเขา
ได้โปรดเถอะ เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง
ว่าราษฎรไม่ได้เป็นผู้สร้างประเทศ
เพื่อให้คนเพียงหยิบมือฉกฉวยแอบอ้าง
ความปรารถนาดีที่โปรยพรมลงมาจากที่ๆ ท่านยืนนั้น
ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นฝนเหล็กไม่ทราบที่มา
เจาะทะลุร่างของคนที่ท่านหมายหัวว่าเป็นศัตรู
อีกส่วนฝังเข้าไปในสมองของคนว่าง่าย
เพื่อให้พวกเขาพูดในสิ่งที่ท่านอยากได้ยิน
เราไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
ยิ่งเราพูดถึงความดีงามและซื่อสัตย์มากเท่าไร
ข้าพเจ้ายิ่งคลางแคลงในสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้น
เราจะกล่าวหาว่าใครโกงชาติได้อย่างไร
ถ้ามันไม่มีประชาชนอยู่ในนั้นตั้งแต่เริ่ม
หรือเราควรพลีชีพเพื่อเขตแดนกลวงเปล่าเท่านั้น
สงครามที่ท่านไม่เคยมีส่วนร่วม
สงครามที่ท่านพยายามยับยั้ง
สงครามที่มีผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว
ใครกันมีค่าพอให้เราสละชีวิตเพื่อปกป้อง
โปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟังอีกสักครั้ง
ว่าท่านจะไม่ล้างผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง
แม้แต่ตัวท่านเอง

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ด้วยสุ้มเสียงของผมเอง

เธอว่า คำพูดของผมตะกุกตะกัก
ประโยคขาดห้วงถมคั่นด้วยคำมาดร้าย
แม้ในยามที่ผมร่ำไห้

ผมบอกเธอ เรื่องเล่าของเธอเองก็วกวน
คำพูดที่เคยเป็นของผมครึ่งหนึ่งถูกเธอครอบครอง
ความทรงจำแขวนลอยเป็นฟองบนผิวน้ำ
ผมจำต้องพูดด้วยภาษาของเธอ
ใต้ตะกอนประวัติศาสตร์ที่บูดเน่า

เมื่อเธอพูด ถ้อยคำของผมพลันไร้น้ำหนัก
เสรีภาพกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง
สันติวิธีมีไว้เพื่อตั้งข้อกล่าวหา
เธอว่าธนบัตรคงแน่นกระเป๋าผม
หลังจากที่ผมขายถ้อยคำเหล่านั้นไปแล้ว

ช่างเถอะ ผมจะยกให้เธอทั้งหมด
ทั้งถ้อยคำและแท่งคอนกรีตเย็นชืด
เพราะรู้ว่าที่สุดแล้วไม่มีใครครอบครองมันได้
ผมรักแท่งคอนกรีตกลางถนนแห่งนั้น
ค่าที่มันไม่ใช่ชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง
ไม่มีคำแสดงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจง
ชื่อของมันโรยหน้าด้วยความหมายที่เปลือยเปล่า
คงพอมีที่ว่างเหลืออยู่ให้ผมยืนเปล่งถ้อยคำ
ด้วยสุ้มเสียงของผมเอง

ไม่ใช่ด้วยความปราดเปรื่องของริมฝีปาก
แต่ด้วยจังหวะเต้นของเลือดเนื้อข้างใน
ผมจะควานลึกเข้าไปในหัวใจมนุษย์
ในลมหายใจของการต่อสู้ดิ้นรน
ในถ้วยแจ่วบอง สลิปเงินเดือน ตลาดสด ห้องคลอด
แม้ว่าผมจะพูดตะกุกตะกัก
หรือเปล่งคำที่เธอขโมยไปไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความตายของนกฟีนิกซ์




เธอกลายเป็นบุคคลสาบสูญหลังถูกระงับบัญชีผู้ใช้
การตามหาเธอ ยากพอกับทากตามหากลิ่นเลือด
หลังวันชำระล้างครั้งใหญ่

เธอผู้ซ่อนใบหน้าภายใต้โลโก้กระต่ายในเงาจันทร์
กับการนัดพบครั้งแรกที่เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
เหมือนจะทอดเวลาเปิดโปงตัวตนของฉันเช่นกัน
โลกที่ไม่มีเธอก็เหมือนพิซซ่าที่แหว่งวิ่น

ความปวดร้าวผลิหนามแหลมแทงทะลุหน้าจอไอแพด
ฉันค่อยๆ ดันหัวออกมาจากรอยปริแตก
ก่อนจะสำลักอากาศจากโลกภายนอก
สายลมเปลี่ยนทิศหอบกลิ่นควันจางๆ แตะจมูก

นั่นปะไร! พวกเขาเดินขบวนสวนทางกันมาโน่นแล้ว
ตะโกนเรียกร้องด้วยถ้อยคำเดียวกันแต่ไม่ได้ยินกัน
ถนนที่มีจุดเริ่มเดียวกันทอดยาวไปที่ไหนสักแห่งไกลๆ
ให้ตายเถอะ ทุกคนมีใบหน้าเดียวกัน!
และฉันกำลังคิดว่า เธอก็คงมีใบหน้าเช่นเดียวกันนี้!

กองไฟปะทุขึ้นมาในหัวใจงมงายริษยาบางจำพวก
นั่นต่างหากที่ทำให้ถนนสองสายค่อยๆ แยกจากกัน
กลิ่นควันจางๆ ยังทิ้งร่องรอยตามผ้าม่าน
เปลวเพลิงด้านนอกดับไปแล้ว
ผู้กล่าวหาอาจเป็นคนเผาเสียเอง
ผู้ทวนเข็มนาฬิกามักมืดบอดต่อความไม่เท่าเทียม
ผู้ไม่ยอมให้ใครล่วงละเมิดย่อมไม่เห็นหัวคนอื่น
เธออยู่ที่ไหน มัฆวานหรือราชประสงค์?

“ฉันคิดว่าน่าจะมีใครสักคนระหว่างเรา
โผเข้าไปในโพรงอกคนเหล่านั้น
เผาไหม้ตัวเองเพื่อให้เรามีชีวิต” เธอตอบ

.

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปฏิ-สนธิ




ระหว่างกัดกินวีรบุรุษ
ฉันกับเธอกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
ราวปีติอิ่มอุ่นในสายรก
จนเผลอคิดไปว่าเคยร่วมครรภ์กันมาก่อน
ไม่น่าเชื่อครั้งหนึ่งเรายืนอยู่คนละฝั่งหุบเหว
สงครามอดีตชาติยังกรุ่นควัน
ช่วยไม่ได้วีรบุรุษไม่ได้หากันง่ายๆ
ทนๆ ใช้ร่วมกันไปก่อนเถอะ
อย่าลืมสิตอนนี้เราเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไม่ใช่สีขาวอีกแล้ว

เมื่อฝูงพิราบขาวจากดวงตาเบิกโพลงของท่าน

โผทะยานสู่ดวงใจของใครต่อใคร

ร่างของเราก็โปร่งเบาไร้น้ำหนัก

ลอยละล่องตามแรงกระพือ

จากปีกนับแสนในโพรงอก

สูงจนเราเริ่มแลเห็นเส้นขอบฟ้า

เส้นด้ายบางเบาค่อยแย้มคลี่ออกมา

จากปากนับล้านที่เคยปิดสนิท

และหูที่ไม่เคยรับรู้ถ้อยคำที่ท่านเฝ้าตะโกน

ถักร้อยเป็นใยแมงมุมสีแดงรอบอนุสรณ์สถาน



อาจไม่ใช่คำขอโทษ

ที่ใช้ลมหายใจท่านมาต่อชีวิตอนุสาวรีย์แห่งนั้น

เรียกความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่เราเอง

ความคลางแคลงก่อนหน้านี้ต่างอะไรกับคำมาดร้าย

แม้เมื่อวันพิราบชราพุ่งชนรถถัง

สมองของพิราบหนุ่มอีกตัวกระจายพื้น

หลายศพยังคาบใบมะกอกที่แหลกยับคาท้อปบู๊ต

แต่เรายังฝันถึงพิราบขาว

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อนุเสาวรีย์ที่สร้างไม่เสร็จ




พลันเมื่อการทุ่มเถียงสงบลง
มิตรภาพก็ขาดสะบั้น
เมื่อเขาเอ่ยยกย่องคนตายในเดือนพฤษภา

ห้าเดือนต่อมา มิตรสหายอีกผู้หนึ่ง
ไม่ต้องการให้ใครหากินจากคนตาย
จึงมิขนานนามน้องชายตัวเองว่าวีรชน

คำคารวะตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง
น่าแปลกที่ความคลางแคลงครั้งหลัง
มาจากทางฝั่งของผู้สูญเสีย

ฝุ่นควันยังมิทันจาง
คราบน้ำตาของหลายคนยังเกรอะกรัง
เขาสงสัยว่ามิตรผู้นั้นหวาดระแวงผู้ใด
ระหว่างคนยืนอยู่ฝั่งคนฆ่า
หรือฝั่งผู้เรียกร้อง

ความตายมิใช่สิ่งที่ใครควรปรารถนา
แต่การช่วงชิงความตายเพื่อสร้างความหมาย
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้
ในฐานะผู้รอดชีวิตและพยายามเทิดค่าวีรชน
เขาจึงยอมตายไปจากการรับรู้ของมิตรสหาย
ผู้ไม่เคยฝักใฝ่ฝ่ายใด